มจร ห้องเรียนสุราษฎร์ธานี

มจร ห้องเรียนสุราษฎร์ธานี
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ธานี สร้างปัญญาให้สังคม สร้างสังคมอุดมธรรม

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

ปรัชญาเต๋า คัมภีร์บทที่ 1 ประตูแห่งสิ่งที่ยอดเยี่ยมทั้งหลาย

ปรัชญาเต๋า[1]

คัมภีร์บทที่ 1  ประตูแห่งสิ่งที่ยอดเยี่ยมทั้งหลาย

           เต๋าที่เรียกขานได้นั้น   มิใช่เต๋าที่นิรันดร์   ชื่อที่เรียกขานได้นั้น  ก็มิใช่ชื่อที่นิรันดร์  ไม่มีเป็นชื่อการเริ่มแรกของสรรพสิ่ง  มีเป็นชื่อมารดาของสรรพสิ่ง  ดังนั้นเมื่อมันอยู่ในสภาพไม่มีเสมอ  เราสามารถสังเกตความยอดเยี่ยมของมันเมื่อมันอยู่ในสภาพไม่มีเสมอ  เราสามารถสังเกตความยอดเยี่ยมของมันเมื่อมันอยู่ในสภาพที่มีเสมอ  เราสามารถสังเกตขอบเขตของมันสองอย่างนี้ออกมาจากแหล่งเดียวกัน  แต่ชื่อไม่เหมือนกัน  เรียกว่า  มันลึกล้ำเหมือนกัน  มันลึกล้ำและลึกล้ำมาก เป็นประตูแห่งสิ่งที่ยอดเยี่ยมทั้งหลาย

           ความหมาย

         เต๋าที่มีรูปร่างเป็นตัวตน  ที่เราสามารถเรียกขานได้  มิใช่เต๋าที่อยู่ชั่วนิรันดร์  ชื่อที่เรียกขานได้นั้น  ก็มิใช่ชื่อที่นิรันดร์  ความไม่มีหรือความว่างเปล่า  เป็นแหล่งกำเนิดของสรรพสิ่ง  มีหรือสิ่งที่มีรูปร่างเป็นตัวตนนั้น  ให้กำเนิดสรรพสิ่ง  สิ่งที่ไม่มีหรือสิ่งที่ว่าเปล่านั้น  เราสามารถสังเกตเห็นความยอดเยี่ยมของมัน  คือมันมีพลัง  มีประโยชน์และมีความสร้างสรรค์อย่างมหัศจรรย์  สิ่งที่มีรูปร่างเป็นตัวตน  เราสามารถสังเกตขอบเขตการเปลี่ยนแปลงของมัน  มันเปลี่ยนแปลงอย่างมีระบบมีขอบเขต  สิ่งที่ว่างเปล่าและสิ่งที่มีรูปร่างเป็นตัวตน  ถึงแม้ชื่อไม่เหมือนกัน  คือมันมีชื่อและไม่มีชื่อ  แต่มันมาจากแหล่งเดียวกัน  คือ  เต๋า  นั่นเอง  ทั้งสองอย่าง  นี้เป็นสิ่งที่ลึกล้ำเหมือนกัน  เป็นประตูสิ่งที่ยอดเยี่ยมทั้งหลาย  หมายถึงสิ่งที่ยอดเยี่ยมต้องผ่านประตูนี้ทั้งนั้น  ที่จริงแล้วก็คือเต๋า  ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดและเป็นกฎรวมการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งนั่นเอง

           สรุป
            1.  เต๋าดำรงอยู่สองลักษณะ  คือ  ลักษณะว่างเปล่า  ไม่มีตัวตน  ที่จริงแล้วก็คือ  พลังเดิมของจักรวาลนั่นเอง  ซึ่งเต๋าหรือพลังเดิมของจักรวาลนี้  เป็นแหล่งกำเนิดสรรพสิ่ง  และอีกลักษณะหนึ่ง  ก็คือ  มีรูปร่างเป็นตัวตน  มีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างมีขอบเขตมีระบบ
                เหมือนดังเหล่าจื้อกล่าวไว้ในบทที่  42  เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง  หนึ่งให้กำเนิดสอง  สองให้กำเนิดสาม  สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง  สรรพสิ่งแบกหยินและอุ้มหยาง  รวมพลังเข้าด้วยกัน  เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง  หมายถึง  เต๋ากำเนิดเป็นพลังเดิมของจักรวาล  หนึ่งกำเนิดสอง  หมายถึง  พลังเดิมของ
จักรวาลกำเนิดเป็นหยินและหยาง  สองกำเนิดสาม  หมายถึง  หยิน  และหยาง  กำเนิดเป็นรูปร่างมีตัวตัน  สามกำเนิดสรรพสิ่ง  สิ่งที่เป็นตัวตนกำเนิดเป็นสรรพสิ่ง  และสรรพสิ่งนั้นประกอบด้วยพลังของหยินและหยาง
            2.  เต๋าที่ว่างเปล่านั้นยอดเยี่ยมมาก  คือ  มันมีพลังมีประโยชน์และมีความสร้างสรรค์อย่างมหัศจรรย์  สรรพสิ่งที่นับไม่ถ้วนในจักรวาล  มีรูปร่างสีสันที่แตกต่างกัน  มีพลัง  และสมรรถภาพอย่างยอดเยี่ยมในการดำรงอยู่  ล้วนเกิดจากความสร้างสรรค์ของเต๋า  หรือพลังเดิมของจักรวาลที่ว่างเปล่าทั้งสิ้น
            สมัยโบราณผู้คนเห็นความสำคัญของเต๋าหรือพลังที่ว่าเปล่าเป็นอย่างยิ่ง  ในชีวิตประจำวันจะอบรม  ฝึกฝนสภาพจิตให้ว่างเปล่า  ปลดปล่อยจากการรบกวนทางวัตถุ  และร่างกายทำให้จิตใจสงบเป็นธรรมชาติ  มีประโยชน์มากสำหรับชีวิตและสุขภาพ  และการฝึกอบรมจิตเข้าสู่สภาวะว่างเปล่าทำให้พลังเดิมในร่างกายฟื้นตัว  เลือดลมไหลเวียนคล่อง  ทำให้สุขภาพแข็งแรงเป็นการต่อต้านโรคต่างๆ  ได้ดีเยี่ยม
            3.  เต๋าเป็นประตูแห่งสิ่งที่ยอดเยี่ยมทั้งหลาย  หมายถึง  เต๋า  นอกจากจะเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพสิ่งแล้ว  ยังเป็นกฎรวมการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง  สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกฎนี้ทั้งสิ้น  ซึ่งเราสามารถเรียกได้ว่า  กฎวิถีแห่งธรรมชาติเมื่อเราเข้าใจเต๋าหรือกฎวิถีแห่งธรรมชาตินี้แล้ว  เราก็สามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งหรือเรื่องราวต่างๆ  ได้ถูกต้อง  ปรับระบบความคิดและการกระทำให้สอดคล้องกับเต๋า  แก้ปัญหาต่างๆ  ได้ถูกต้อง  ประสบชีวิตแห่งความสำเร็จมีความสุขอย่างแท้จริง
 


[1] ชาตรี   แซ่บ้าง.ปรัชญาเต๋า(คัมภีร์เต้าเต๋อ  ฉบับปรับปรุงใหม่).สมุทรปราการ: สนพ.เรือนบุญ,2551.

ที่มาของปรัชญาเต๋า

ที่มาของปรัชญาเต๋า[1]
 
           ก่อนกำเนิดปรัชญาเต๋านั้นชาวจีนเคยนับถือธรรมชาติ เพราะเขาสังเกตเห็นว่าธรรมชาติมีคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
          1. ความเป็นวัฎจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นระบบ เช่น การเกิดขึ้นของกลางวันและกลางคืน การหมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูกาล ทำให้เกิดสภาพอากาศที่หลากหลายกันออกไปในแต่ละปี
           2. มีการเกิดและดับตลอดเวลาเช่นความสว่างไสว และความมืดของพระจันทร์ทำให้เกิดข้างขึ้นข้างแรม
           3. ความเป็นเอกภาพเดียวกันแม้นว่าเราจะเห็นว่า ธรรมชาติที่ปรากฎแก่ตามีความหลากหลายนับไม่ถ้วน ทำให้เกิดคุณสมบัติเฉพาะตัวบางอย่างก็คล้ายคลึง บางอย่างก็ตรงกันข้ามกัน แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเอกภาพเดียวกันด้วยสาเหตุดังได้กล่าวมาแล้วนี้ จึงทำให้นักปราชญ์จีนหลายท่านพยายามค้นหาความลี้ลับของธรรมชาติ ทำให้แนวคิดในเรื่องวิญญาณและผีได้แทรกเข้ามาปะปน จนเกิดความคิดที่ว่ามีวิญญาณแฝงอยู่ในธรรมชาติ วิญญาณที่ว่านี้มีตั้งแต่วิญญาณที่อยู่ในท้องฟ้าซึ่งเรียกว่าเทพแห่งฟ้า หรือเทพแห่งสวรรค์ (ภาษาจีนมีคำเรียกพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่นี้ว่า "เทียน") ไล่ลงมาจนกระทั่งถึงเทพที่อยู่บนพื้นดิน ภูเขา ต้นไม้ ลำธาร แม่น้ำ ฯลฯ ลักษณะความเชื่อเช่นนี้เป็นแบบพหุเทวนิยม (Polytheism) กล่าวคือ เทพเจ้าแต่ละองค์ต่างมีฤทธิ์อำนาจ ถ้ามนุษย์คนใดต้องการบรรลุถึงซึ่งความปรารถนาของตน จะต้องกราบไหว้เซ่นสรวงเทพเจ้าแต่ละองค์แล้วแต่กรณี บาง
กลุ่มชนอาจจะยกย่องเทพเจ้าองค์หนึ่งให้ยิ่งใหญ่กว่าองค์อื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกันเทพองค์ที่ยิ่งใหญ่นี้อาจจะถูกลดความสำคัญลงสำหรับอีกกลุ่มชนหนึ่ง
           อย่างไรก็ตามโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ชาวจีนในสมัยโบราณนั้นนิยมยกย่องเทพแห่งสวรรค์ให้เป็นใหญ่กว่าเทพองค์อื่น ๆ เป็นเทวาติเทพที่ต้องมีการเซ่นสรวงบูชาอยู่เสมอ และการทำพิธีกรรมเซ่นสรวงบูชานั้นสามัญชนไม่สามารถกระทำได้ นอกจากพระมหากษัตริย์เท่านั้น เพราะเชื่อกันว่าพระองค์เป็นโอรสแห่งสวรรค์จึงมีหน้าที่ที่จะต้องกระทำการเซ่นไหว้เป็นประจำทุกปี จนกลายเป็นรัฐพิธีที่ใหญ่โตจะละเว้นมิได้เลย ในการเซ่นไหว้แต่ละครั้งนิยมฆ่าสัตว์นำมาสังเวยพร้อมกับข้าวปลาอาหาร รวมทั้งสุรา ที่มีรสเป็นเลิศ การทำพิธีกรรมแต่ละครั้งจะมีความประณีตในการถวายของบูชา เพราะมีผลต่อความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฏร์ ปีใดที่เกิดความอดอยากแห้งแล้ง ยิ่งต้องมีการเซ่นไหว้เป็นพิเศษ มิฉะนั้นแล้วพวกที่คิดร้ายต่อราชบัลลังก์อาจยกขึ้นมาเป็นเหตุผลหนึ่งในการล้มล้างอำนาจองกษัตริย์เพราะเหตุที่ว่าเป็นผู้ทำให้ฟ้าพิโรธไม่เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไป และผู้ที่เข้ามาครอบครองคนใหม่ อาจจะอ้างถึงความชอบธรรมในการล้มล้างราชบัลลังก์กษัตริย์ของจีน จึงมีหน้าที่เป็นศาสนาจารย์โดยปริยาย อำนาจในทางศาสนาจึงอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองสำหรับประชาชนซึ่งไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าแห่งสวรรค์ได้ดังเช่นกษัตริย์ พวกเขาจะบูชาเทพบริวารองค์อื่น ๆ และวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อสร้างความอบอุ่นใจและความมั่นคงในชีวิต ในแต่ละหมู่บ้านจึงมีศาลเจ้าให้กราบไหว้ และในแต่ละบ้านก็จะมีป้ายสถิตดวงวิญญาณของบรรพบุรุษความเชื่อของชาวจีนในเรื่องวิญญาณ ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรู้จักและเข้าใจในธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าใจในชีวิตของตนเอง จึงแสดงออกมาในรูปของความเชื่อแบบวิญญาณนิยม (Animism)
           ต่อมาเมื่อความรู้ได้พัฒนาขึ้นความเชื่อในเรื่องพระเจ้าค่อย ๆ จางลง นักปราชญ์โบราณ ของจีนได้ค้นพบกฎแห่งธรรมชาติที่ครอบงำความเป็นไปของเอกภพ และแสดงออกมาในรูปของพลังอำนาจทั้ง 2 ด้าน ที่เรียกว่าหยินและหยาง พลังหยินเป็นพลังลบที่แสดงออกถึงความมืด ความลึกลับ ความหนาวเย็น ความเปียกชื้น และความเป็นหญิง พลังนี้ปรากฏอยู่ในดิน พระจันทร์ และเงามืดส่วนพลังหยางเป็นพลังบวก แสดงออกถึงความสว่าง ความอบอุ่น ความแห้ง การสร้างสรรค์ และความเป็นชาย พลังนี้ปรากฏอยู่ในพระอาทิตย์ และสิ่งที่ส่องแสงสว่าง ในเอกภพนี้จะมีพลังทั้งสองอย่างผสมกันในสัดส่วนที่ทำให้เกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา แต่ถ้าพลังอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เป็นไปตามสัดส่วนก็จะทำให้ผลที่เกิดขึ้นวิปริตไปโลกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอกภพได้ถูกสร้าง ขึ้นมาด้วยพลังอำนาจทั้ง 2 อย่างนี้ทำให้มีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากนับไม่ถ้วน แต่นักปราชญ์จีนในสมัยโบราณได้พยายามที่จะจัดระบบของมันออกมาเป็นกลุ่ม ๆ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติ ซึ่งจำแนกออกมาได้เป็น 5 ธาตุ คือ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุไม้ ธาตุโลหะ (ซึ่งมุ่งหมายเฉพาะธาตุทอง) และธาตุดิน
 
อย่างไรก็ตามแม้นว่านักปราชญ์จีนในสมัยต่อมาจะสอนให้มนุษย์มีความเข้าใจธรรมชาติ โดยใช้ปัญญามากกว่าความงมงาย ผู้ที่จะเข้าใจคำสอนเช่นนี้ได้ก็คงมีแต่ผู้มีปัญญาเท่านั้น คนจีน โดยทั่ว ๆ ไปยังคงนับถือวิญญาณและเทพเจ้า เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไปคำสอนของปราชญ์คงเหลือไว้ให้ปัญญาชนศึกษาและขบคิดต่อไป ส่วนสามัญชนยังคงยึดถือในความเชื่อเดิม ๆ เทพเจ้ายังคงได้รับการยกย่องบูชาถูกยึดถือเป็นที่พึ่งต่อไป
           ปรัชญาของท่านเหลาจื๊อก็ตกอยู่ภายใต้กฎนี้เช่นกัน กล่าวคือ คำสอนของท่านที่มุ่งให้บุคคลเข้าในในธรรมชาติอย่างผู้มีปัญญา และดำเนินวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายที่สุด แต่พอวันเวลาได้ผ่านพ้นไปหลักคำสอน และคัมภีร์เต๋าเต๋อจิงได้ถูกเสริมเติมแต่ง เน้นหนักในทางอภินิหารและเวทมนต์ ทำให้ปรัชญาเต๋าได้เปลี่ยนรูปมาอยู่ในลักษณะของลัทธิศาสนาที่นำเอาความเชื่อในเรื่องหยินและหยางมาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีนที่เคยบูชาพระเจ้าในธรรมชาติ รวมทั้งความเชื่อในทางไสยศาสตร์และการเล่นแร่แปรธาตุ
           บุคคลแรกของลัทธิเต๋าที่เป็นผู้ก่อตั้งลัทธิคือนักพรต จางเต๋าหลิง แห่งภูเขาหลุ่งหัวซาน มณฑลเสฉวน นักพรตท่านนี้เคยประกาศว่าตนเองสำเร็จทิพย์ภาวะติดต่อกับเทพเจ้าได้ ท่านได้ยกให้ท่านเหลาจื๊อเป็นศาสดา และยกย่องคัมภีร์เต๋าเต๋อจิงเป็นสูตรของศาสนา พร้อมทั้งเขียนคัมภีร์เพิ่มขึ้นมาอีกหลายเล่ม แต่ละเล่มล้วนหนักไปในเรื่องของไสยศาสตร์เวทย์มนต์ การเล่นแร่แปรธาตุ และการแสวงหายาอายุวัฒนะ และเชื่อกันว่าพรตผู้นี้มีทิพย์อำนาจมากสามารถติดต่อกับวิญญาณต่าง ๆ ได้ รวมทั้งติดต่อกับท่านปรมาจารย์เหลาจื๊อ และมีความสามารถในการปราบปรามเหล่ามารร้ายภูติผีปีศาจได้ด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ซึ่งท่านปรมาจารย์เหลาจื๊อได้มอบให้ สานุศิษย์จึงยกย่องท่านเป็น "เทียน ฉี เช็ง อิ เต๋า" (T'ien - Shih Cheng - Yi Tao) ซึ่งทอมสัน (Laurence G. Thompson. 1979 : 107) ได้แปลว่า "วิถีทางแห่งเอกภาพอันสมบูรณ์ของปรมาจารย์ ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากสวรรค์" (Way of Perfect Unity of the Master Designated by Heaven.) หรือตำราหลายเล่มใช้คำว่า "อาจารย์แห่งสวรรค์" (Celestial Teacher) ซึ่งต่อมาเจ้าลัทธิทุกคนได้ใช้สมณะศักดิ์นี้กันตลอดมา
ความไม่ธรรมดาของท่านจางเต๋าหลิงนั้นมีผู้เล่ากันมากมาย เช่น ท่านได้รับการบวชเป็นนักพรตโดยวิญญาณของท่านเหลาจื๊อเป็นผู้บวชให้ ท่านสามารถค้นพบสูตรของความเป็นอมตะท่านจึงมีพลังชีวิตที่เป็นทิพย์ ท่านมีดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถปราบปีศาจร้ายแม้อยู่ไกลถึง 1,000 ไมล์ และสุดท้ายเชื่อกันว่าท่านขึ้นสวรรค์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่โดยขี่เสือขึ้นไปทางยอดเขาหลุงหัวซานท่านจางเต๋าหลิง มีอายุยืนถึง 120 ปีหลังจากนั้นทายาทสกุลจางได้สืบทอดตำแหน่งกันต่อมาตั้งแต่ลูกจนถึงหลาน ลูกหลานของท่านมีส่วนทำให้ลัทธิเต๋ามีความเป็นระบบมากขึ้น นิกายนี้จึงได้ชื่อว่า นิกายเช็งอิ (Cheng - Yi) ซึ่งเน้นในรหัสยลัทธิเชื่อถือโชคลางอภินิหารการเข้าทรงและ คาถาอาคมต่าง ๆ นักบวชในนิกายนี้มีครอบครัวได้เช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไปในขณะเดียวกันแนวทางเดิมของท่านเหลาจื๊อยังคงมีอยู่โดยมีผู้สืบทอดพยายามค้นหาความจริงภายในด้วยการดำเนินชีวิตตามแนวทางของท่านปรมาจารย์ พวกนี้ถูกเรียกว่าพวก "ชวน เชน เจียว" (Ch'uan - chen Chiao) ซึ่ง ทอมสัน (Laurence G. Thomson. 1979 : 107) ได้แปลว่า "การสืบทอดการบรรลุสิ่งสัมบูรณ์" (Tradition of Absolute Attainment) พวกนี้มีแนวทางชีวิตคล้ายกับชาวพุทธและนักพรตก็ดำเนินชีวิตเหมือนกับพระในพุทธศาสนา ต้องสละโสด งดน้ำเมา รับประทานอาหารามังสวิรัติ และที่เคร่งครัดมาก ๆ อาจต้องไปอยู่ตามถ้ำในเขาในป่าวิวัฒนาการของลัทธิเต๋ายังคงมีอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ปัจจุบันนี้ถ้าเราศึกษาคำสอนในลัทธิเต๋า เราอาจจะแปลกใจที่เห็นคำสอนในพุทธศาสนาหลายเรื่องได้เข้าไปแทรกอยู่ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องมาแต่อดีตในยุคสมัยที่พุทธศาสนามหายานได้เข้าไปเผยแพร่ในจีน ลัทธิเต๋ามีส่วนอย่างมากที่ช่วยตีความคำสอนในพุทธศาสนาเป็นภาษาจีน และชาวพุทธอินเดียที่เข้าไปเผยแพร่ศาสนาในจีน ซึ่งอาจจะมีปัญหาในเรื่องภาษา ได้ใช้วิธียืมคำบางคำของเต๋ามาช่วยในการอธิบายแนวคิดของพุทธศาสนา ยิ่งนานวันเท่าใดอิทธิพลของพุทธศาสนาก็ยิ่งมีอิทธิพลต่อลัทธิเต๋ามากขึ้น ถ้าเราสังเกตให้ดีจะเห็นว่าไม่เพียงแต่ในด้านคำสอนเท่านั้น แม้แต่รูปแบบความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ก็ถูกนำไปปรับปรุงใช้จนกระทั่งนักบวชเต๋าที่เคยถือพรตตามถ้ำภูเขา ได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในอาราม และมีการถือโสดเช่นเดียวกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนา อย่างเช่นนิกายชวนเชน เป็นต้น
           ลัทธิเต๋าเคยรุ่งโรจน์ในจีนแผ่นดินใหญ่ ต่อมาต้องได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ยึดครองประเทศจีนในปี พ.ศ. 2492 ได้ออกคำสั่งขับไล่นักบวชศาสนาต่าง ๆ นานา เช่น ไม่อนุญาตให้ทำพิธีกรรมทางศาสนา และไม่ให้เผยแพร่ศาสนา ด้วยวิธีใดทั้งสิ้น ผู้นับถือลัทธิเต๋าในแผ่นดินใหญ่จึงเหลือน้อยมาก เพราะหลายคนได้อพยพไปอยู่ไต้หวันและถิ่นอื่น ๆ จนกระทั่งหลังจากที่ประธานเหมาได้สิ้นชีวิตในปี พ.ศ. 2520 การผ่อนคลายทางศาสนาของจีนแผ่นดินใหญ่จึงดีกว่าแต่ก่อน เพราะประชนชนสามารถประกอบพิธีกรรมได้สำหรับชาวเต๋าที่อพยพไปอยู่ไต้หวันได้นำเอาความเชื่อและลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เคยกระทำเมื่อสมัยอยู่ประเทศจีนไปด้วย เป็นเหตุให้มีการเผยแพร่ศาสนาด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดตั้งสมาคม การพิมพ์หนังสือธรรมะและการจัดพิธีถือศีลกินเจ นอกจากนี้ในบางนิกายมีเสรีภาพที่จะทำพิธีกรรมต่าง ๆ ได้ เช่น การทรงเจ้า การทำพิธีไล่ผีร้าย การปลุกเสกของขลังและการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ในวันสำคัญทางศาสนา ด้วยความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของผู้นับถือลัทธิเต๋าในไต้หวัน เป็นเหตุให้ทางราชการได้ยกย่องให้เป็นศาสนาประจำชาติ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างดีตราบจนทุกวันนี้



[1] นิดา  ขำเขียว,ศาสนาเปรียบเทียบ, ลัทธิเต๋า.2543.หน้า215.

ประวัติผู้แต่งคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง

ประวัติผู้แต่งคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง
           ในด้านประวัติของผู้รจนาคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง  ก็เหมือนกับปรัชญาเมธีคนอื่นๆ ของจีนที่มีประวัติพอจะสืบทราบได้รายละเอียดบ้าง  หยาบบ้าง  อย่างไรก็ตามทุกคนก็มีหลักฐานพอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์จริง  แต่ชีวประวัติของเล่าจื้อนั้นคลุมเครือมาก  ดังนั้นข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเล่าจื้อจึงไม่ตรงกัน  ทำให้เกิดเป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจนักปราชญ์จีนผู้นี้ในเชิงประวัติศาสตร์

            เล่าจื้อ
           ในการศึกษาปรัชญาเต๋า  ตำราที่ใช้เป็นหลักคือ  คัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง  หรือบางที่เรียกว่า  คัมภีร์เล่าจื้อ  โดยใช้เล่าจื้อมาเป็นชื่อของคัมภีร์ด้วย  เพราะเชื่อกันว่าคัมภีร์นี้แต่งขึ้นโดยเล่าจื้อ  แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถแก้ข้อสงสัยได้ว่า  เล่าจื้อนั้นเป็นใครกันแน่  มีตัวตนจริงหรือไม่
           ประวัติของเล่าจื้อที่นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของจีนบันทึกไว้ในหนังสือ  ชื่อ-จี  กล่าวไว้ว่า  เล่าจื้อเป็นพลเมืองแห่งหมู่บ้านฉยู-เยน  ตำบลหลีเวียง  อำเภอคู  รัฐชู (ฌ้อ)  มีชื่อตัวว่า  เออ  ได้รับสมัญญาศักดิ์ว่า  ตาน  และอยู่ในตระกูลลี้ (แซ่ลี้)  เล่าจื้อรับราชการเป็นพนักงานประจำหอพระสมุดในเมืองจู
           อีกตอนหนึ่ง  กล่าวถึงการพบปะกันระหว่างเล่าจื้อและขงจื้อว่า  ขงจื้อเดินทางไปยังเมืองจู  เพื่อถามเล่าจื้อถึงกฎเกณฑ์แห่งขนบประเพณีและวัฒนธรรม  เล่าจื้อตอบว่า
           บุคคลที่ท่านกล่าวถึงนั้นตายไปแล้ว  และกระดูกก็ผุพังไปแล้วทั้งสิ้น  มีแต่คำสอนเท่านั้นที่ยังคงอยู่  เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมบัณฑิตก็จะนั่งรถเข้ามา  แต่ถ้าไม่ถึงเวลาเขาก็จะหลบซ่อนและหลีกหนีไปเสียให้พ้น  ข้าพเจ้าเคยทราบว่าพ่อค้าที่ฉลาดนั้นเก็บซ่อนสินค้าไว้  ราวกับว่าไม่มีสินค้าอยู่ในร้าน  บัณฑิตผู้ทรงคุณธรรมก็แสดงท่าทีราวกับว่าเป็นคนโง่เขลา  จงสละความเย่อหยิ่ง  กิเลสตัณา
หา  เลิกวางท่าเป็นเจ้าขุนมูลนาย  สิ่งเหล่านี้ไม่เหมาะกับท่านเลย  ข้าพเจ้ามีเรื่องที่จะบอกท่านเพียงเท่านี้
           ขงจื้อกลับไปเล่าให้สานุศิษย์ฟังว่า
           ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าเหตุใดวิหคจึงอาจบินไปในฟากฟ้า  ปลาอาจแวกว่ายในสายธาร  และสัตว์บกอาจเดินเหินอยู่บนแผ่นดิน  แต่สัตว์ที่วิ่งได้อาจถูกจับด้วยแร้ว  ที่ว่ายน้ำได้อาจถูกจับด้วยแหและเบ็ด  ที่บินได้อาจถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์  ครั้นมาพิจารณาถึงมังกร  ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเลยว่า  เหตุใดมังกรจึงอาจเหินบินอยู่ในห้วงหาวพลิ้วไปกับสายลม  ลอยล่องไปกับก้อนเมฆ  มังกรนั้นไม่มีใครจะจับอยู่  บัดนี้  ข้าพเจ้าเห็นมีเพียงเล่าจื้อเท่านั้นที่อาจเปรียบเทียบได้กับมังกรแห่งสวรรค์
           เล่าจื้อปฏิบัติเต๋า  คำสอนของเขานั้นมุ่งที่จะขจัดความยึดมั่นในตัวตน  และแสวงหาความไม่ยึดติด  เมื่อได้อยู่ในเมืองจูเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว  เขาเห็นว่าการปกครองในเมืองนั้นเสื่อมลงจึงออกจากเมืองไป  ขณะที่ไปถึงประตูเมืองนั้นนายประตูขอร้องว่า  ท่านจะจากไปแล้ว  ของจงเขียนหนังสือทิ้งไว้ให้ข้าพเจ้าสักเล่มหนึ่งเถิด  เล่าจื้อจึงเขียนหนังสือเป็นสองตอน  ว่าด้วยเรื่องเต๋าและคุณธรรม  เป็นอักษรจีนรวมได้  5,250  ตัว  แล้วก็จากไป  ไม่มีใครทราบว่าจากนั้นเล่าจื้อไปจบชีวิตลงอย่างไร
           มีบางคนพูดถึง  เหล่า ไล่ จื้อ  ซึ่งเป็นชาวเมืองชูเหมือนกันว่า  ได้เขียนหนังสือขึ้นมีความยาว  15  ตอน  พูดถึงวิธีปฏิบัติตามคำสอนของเต๋า และกล่าวกันว่าเป็นบุคคลสมัยเดียวกับขงจื้อ  อาจเป็นไปได้ว่า  เล่าจื้อมีอายุยืนยาวกว่า  160  ปี  บางคนบอกว่ามากกว่า  200  ปี  ทั้งนี้เพราะ             เล่าจื้อปฏิบัติเต๋าทำให้ชีวิตยืนยาวกว่าธรรมดา
           เสถียร  โพธินันทะ  กล่าวว่า  ในหนังสือที่ชื่อ  ซื่อกี่  ได้บันทึกไว้ว่า มีบางคนกล่าวว่า  เหล่าไล่จื้อ  ก็เป็นชาวรัฐฌ้อ  เป็นผู้เขียนคัมภีร์ไว้มี  15  บท  ว่าคุณสมบัติในลัทธิเต๋า  เขามีชีวิตร่วมสมัยกับขงจื้อ  อันเหลาจื้อนั้นมีอายุยืน  160  ปี  บ้างก็ว่ามีอายุ  200  ปี  ทั้งนี้เพราะเหลาจื้อได้บำเพ็ญเต๋า  ทำให้สามารถมีอายุยืนได้อย่างนั้น  เมื่อขงจื้อมรณภาพไปแล้ว  129  ปี  แต่กระนั้นก็มีขุนนางผู้บันทึกประวัติศาสตร์ราชสำนักจิงคนหนึ่งชื่อตัม ฯลฯ  บางคนก็ว่าผู้นี้แหละคือเล่าจื้อบ้างก็ว่าไม่ใช้
           ฉัตรสุมาลย์  กล่าวว่า  เหลาไล่จื้อเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีชีวประวัติผูกพันกับเล่าจื้อ  แต่เดาไม่ออกว่าเพราะเหตุใด  สุมาเฉียนจึงกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ของเล่าจื้อด้วย  สุมาเฉียนอาจจะเพียง   ต้องการชี้ให้เห็นในสมัยนั้นมีการเข้าใจผิดว่า  บุคคลทั้งสองเป็นคนเดียวกัน  แต่เป็นที่ประจักษ์ว่า  สำหรับสุมาเฉียนเองนั้น  แน่ใจว่าเป็นบุคคลสองคน  คนหนึ่งเขียนหนังสือแบ่งเป็นสองภาค  ว่าด้วยวิถีแห่งเต๋าและคุณธรรม  และอีกคนหนึ่งเป็นผู้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่ง  ซึ่งแบ่งเป็น  15  ตอน  กล่าวถึงภาคปฏิบัติตามหลักของเต๋า  ซึ่งข้าพเจ้าเข้าว่า  เล่มแรกเป็นปรัชญาเต๋า  ในขณะที่เล่มที่สองเนื้อหาหนักไปทางศาสนาเต๋า
           ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกเรื่องราวของเหลาไล่จื้อไว้มากนัก  อาจารย์ปีหยวน  กล่าวว่า  ไล่เป็นชื่อสกุล  ซึ่งใช้กันมากในสมัยโบราณ  ส่วน  เล่าหรือเหลา  นั้นเป็นชื่อที่คนอื่นเรียกแสดงถึงความสูงอายุ  นักศึกษาชาวจีนส่วนมากยอมรับว่าเหลาไล่จื้อเป็นคนละคนกับ  เล่าจื้อ
           แต่อาจารย์เฉียนมู  คิดว่า  คนที่ขงจื้อไปพบปะสนทนานั้นเป็นเหลาไล่จื้อ  โดยอ้างหลักฐานในจวงจื้อว่า  เหลาไล่จื้อ  สอนให้ขงจื้อสละความเย่อหยิ่งและทะนงในความรู้แห่งตนลงเสีย  แต่เราได้พิจารณาแล้วว่าหลักฐานที่ได้จากจวงจื้อฝ่ายเดียวนั้นยังไม่เป็นที่เชื่อถือในเชิงประวัติศาสตร์ได้มากนัก  อาจารย์เฉียนมูเองก็ยังตั้งข้อสงสัยว่า  ขงจื้อสรรเสริญเมธีทั้ง  11  ท่านนั้น  ในจำนวนนั้นไม่ได้กล่าวถึงเหลาไล่จื้อเลย  อีกตอนหนึ่งจากหลักฐานที่ขงจื้อๆ ไปพบชายชราหาบหญ้าและขงจื้อได้รับคำแนะนำจากชายชราผู้นั้นว่า  ควรจะละทางโลกเสียได้แล้ว  อาจารย์เฉียนมูเข้าใจว่า  ชายชรานั้นเป็นเหลาไล่จื้อ  และคำว่าไล่  แปลว่า  เก็บเกี่ยวหญ้า  ซึ่งเหตุผลข้อนี้อ่อนมาก
           นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า  129  ปี  หลังจากที่ขงจื้อสิ้นชีวิตไปแล้ว  มีนักประวัติศาสตร์คนสำคัญชื่อ  ตาน  แห่งเมืองจู  ได้เข้าพบผู้ปกครองชื่อ  เฉียน  แห่งเมืองชิน  และในการสนทนานั้นมีความว่า  ตอนเรียนชินรวมตัวกับจูแล้วก็แยกออกไป  ต่อจากนั้นอีก  500  ปี  ก็รวมตัวกันอีก  จากนั้นอีก  70  ปี  จะเกิดมีเจ้าเมืองเล็กๆขึ้น  บางคนบอกว่า  นักประวัติศาสตร์ชื่อตานนี้เป็นคนเดียวกับเล่าจื้อ  แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ยอมรับ
           สุมาเฉียนบันทึกว่า  ตาน  ไปพบเจ้าเมืองชิน  ในปี  374  ก่อนคริสตกาล  แต่ไม่แน่ใจว่า  ตนคนนี้คือเล่าจื้อหรือไม่  เพราะบางเสียงก็บอกว่าใช่  บางเสียงก็ว่าไม่ใช่  บางคนเชื่อว่า  ตานกับเล่าตานเป็นคนละคนกัน  แต่เนื่องจากคนทั้งสองรับราชการมีชื่อเสียงคล้ายกัน  และทั้งคู่เดินทางไปทางตะวันตก  จึงทำให้เกิดการสับสนนึกว่า  เป็นคนเดียวกัน
           สุมาเฉียนบันทึกไว้ว่า  เล่าจื้อเป็นนักพรต  มีบุตรชื่อสุง  ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นแม่ทัพแห่งรัฐเว่  ไปกินเมืองตวนกาน  บุตรของสุงชื่อจู  และบุตรของจูชื่อกุงกุง  มีเหลนชื่อเจีย  ซึ่งได้รับราชการกับพระเจ้าเชียวเวนแห่งราชวงศ์ฮั่น  บุตรชายของเจีย  ชื่อเจียะ  ผู้ซึ่งได้เป็นอาจารย์พิเศษถวายความรู้แก่เจ้าชายเจียวสีแห่งเมืองชุง  และย้ายไปอยู่เมืองชี
           เราพอจะสรุปได้ว่า  มีการพูดถึงบุคคลทั้งหมด  3  คน  คนแรกคือ  เล่าจื้อที่ขงจื้อไปพบปะสนทนาด้วย  คนที่สองคือ  เล่าไล่จื้อ  และอีกคนหนึ่งคือนักประวัติศาสตร์ชื่อตาน  จะเห็นได้ว่า  สุมาเฉียนซึ่งเป็นผู้บันทึกเรื่องราวเองก็เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ  สังเกตได้จากการใช้คำพูดว่า  มีบางคนพูดว่า,  อาจเป็นไปได้ว่า  เหล่านี้  เป็นต้น  ศาสตราจารย์ชานวิงสิท  ตั้งข้อสังเกตว่า  ที่สุมาเฉียนพูดว่า  เล่าจื้อมีอายุยืนผิดธรรมดานั้น  อาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะเสริมข้อมูลเพื่อผูกเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นเรื่องราวที่ปะติดปะต่อกันได้
           จะเห็นได้ว่าข้อมูล  เหตุผล  และข้อขัดแย้งต่างๆ ไม่มีเหตุผลของฝ่ายใดที่จะนำมายืนยันได้อย่างเต็มที่  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวประวัติของเล่าจื้อ,  การพบกับขงจื้อหรือความสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ที่ถูกกล่าวอ้างถึง  และมีการเสนอถึงขั้นที่ว่า  เล่าจื้ออาจจะไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์  ซึ่งทำให้เกิดคำถามโยงไปยังตัวคัมภีร์ด้วย  ตัวอย่างเช่น  เลียงชี-เชา  ที่ประกาศทฤษฎีโค่นล้มความเชื่อทั้งปวงที่ว่า  คัมภีร์เต๋าเป็นคัมภีร์ที่เขียนในสมัยเล่าจื้อ  โดยให้เหตุผลว่า  แนวความคิดของคัมภีร์นั้น  ทันสมัยเกนกว่าที่จะเป็นแนวความคิดในสมัยชุนชิว  ซึ่งเป็นสมัยที่เล่าจื้อมีชีวิตอยู่  และศัพท์ที่ใช้ก็เป็นคำศัพท์ของสมัยต่อมาคือ  สมัยเจี๊ยนก๊ก  มากกว่า
           ฉัตรสุมาลย์  กล่าวสรุปว่า  ข้าพเจ้าเชื่อว่าเล่าจื้อเป็นบุคคลในประวัติจริง  และได้พบปะกับขงจื้อ  จนเกิดมีบันทึกข้อความที่เล่าจื้อสอนขงจื้อขึ้น  โดยเหตุผลที่ฝ่ายลัทธิขงจื้อเองก็ไม่เคยแม้จะสร้างความพยายามเพื่อทำลายล้างหลักฐานนี้เสีย  ทั้งๆ เป็นหลักฐานที่นอกจากจะเชิดชูเล่าจื้อแล้ว  ในการเปรียบเทียบจะเห็นว่า  ขงจื้อเป็นรองเล่าจื้ออีกด้วย  ถ้าการพบกันครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอนแล้ว  ฝ่ายขงจื้อน่าจะยกเหตุผลขึ้นมาทำลายหลักฐานนี้เสีย
           เมื่อกล่าวถึงประวัติเล่าจื้อ  ก็จำต้องพูดถึงศาสนาเต๋าด้วย  ซึ่งมักมีผู้เข้าใจว่าเล่าจื้อเป็นผู้ตั้งศาสนาเต๋า  อันที่จริงศาสนาเต๋าเชื่อถือบูชาพระเจ้าประจำธรรมชาติต่างๆ ซึ่งเป็นความเชื่อดั่งเดิมของผสมกับความเชื่อในวิชาเล่นแร่แปรธาตุ  ผลิตยาอายุวัฒนะสำหรับกินให้เป็นทิพย์  ในสมัยกลางราชวงศ์ตังฮั่น  ได้มีนักพรตคนหนึ่งชื่อ  เตียเต๋าเล้ง  ประกาศว่าได้สำเร็จทิพยภาวะติดต่อกับเทพเจ้าได้  ตั้งศาสนาเต๋าขึ้น    สำนักภูเขาเหาะเม่งซัว  มณฑลเสฉวน  โดยยกเล่าจื้อขึ้นเป็นศาสดา  เอาคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งเป็นสูตรของศาสนา  แล้วตนเองก็แต่งคัมภีร์สั่งสอนลัทธิอีกหลายเล่มล้วนหนักไปทางอภินิหารฤทธิ์เดชเวทย์มนตร์และพิธีกรรมขลังต่างๆ รวมทั้งวิธีบำเพ็ญฌานถอดดวงวิญญาณไปรวมกับเต๋า  หรือ วิธีสร้างยาอายุวัฒนะ  เป็นต้น  ทั้งนี้มีลักษณะละม้ายการบำเพ็ญโยคะของโยคีอินเดียผสมกับลัทธิอถรรพเวทของพราหมณ์อย่างละครึ่ง  ซึ่งมีคำเรียกนักพรตในศาสนานี้ว่า  เต๋ายิ้น  แปลว่า  ผู้บำเพ็ญเต๋า
           ในสมัยสามก๊ก  หลานของเตียเต๋าเล้ง  ชื่อเตียลู้  สืบตำแหน่งเป็นเจ้าลัทธิซ่องสุมสาวก  เป็นกบฏตั้งตัวเป็นกษัตริย์  แต่ถูกโจโฉปราบได้  บุตรชายเตียลู้  ชื่อเตียเส็ง  ตั้งสำนักใหม่ที่ภูเขาเล่งโฮ้วซัว  มณฑลกังไส  สั่งสอนลัทธิธรรม  โดยมีเจ้าลัทธิสืบสกุลแซ่เตียต่อเนื่องกันลงมาถึงสมัยราชวงศ์ถัง  เนื่องจากปฐมวงศ์ของราชวงศ์ถัง  แซ่ลี้  กษัตริย์ในราชวงศ์นี้จึงเชื่อว่าราชวงศ์ของพระองค์เป็นสังฆญาติกับเล่าจื้อ  จึงมีโองการสถาปนาเล่าจื้อขึ้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ผู้ทรงเป็นประธานแห่งความศักดิ์สิทธิ์
           ครั้นถึงสมัยราชวงศ์หงวน  พระเจ้าหงวนซุ่นตี่  มีโองการตั้งลัทธิเต๋าชื่อเตียวจงอิ๊ง  ขึ้นเป็นเทพาจารย์  นับจำเดิมตั้งแต่นั้นมา  เจ้าลัทธิทุกคนก็ใช้ชื่อว่าเทพาจารย์เป็นสมณศักดิ์ของตนถึงปัจจุบันนี้

           จวงจื้อ

           จวงจื้อเป็นนักปราชญ์ลัทธิเต๋าคนสำคัญอีกคนหนึ่ง  ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำคำสอนของเล่าจื้อมาอรรถาธิบายเพิ่มเติม  และเขาก็ไม่ได้มีประวัติชัดเจน  แม้เหตุการณ์ในบางช่วงของชีวิตจะปรากฏในคัมภีร์จวงจื้อบางบท  แต่นั้นก็ไม่สามารถบอกรายละเอียดในประวัติชีวิตของท่านในแง่ประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าเชื่อถือ  เพราะแนวการประพันธ์ที่มีลักษณะเป็นนิทานที่มุ่งเสนอปรัชญา  และการเปรียบเทียบประชดประชันมากกว่า
           ข้อมูลในทางประวัติศาสตร์ของจวงจื้อ  ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ของ  สุมาเฉียน ได้บันทึกว่า  จวงจื้อมีชื่อว่า  โจว  มีถิ่งกำเนิดในเมืองเหมิง  ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบริเวณพรมแดนระหว่างมณฑลชานตุงกันโฮนาน  มีชีวิตอยู่ในรัชสมัยของกษัตริย์ฮุ่ยอ๋องแห่งรัฐเหลียงหรือเว่ย  และเซวียนอ๋องแห่งรัฐฉี  ดังนั้นจวงจื้อจึงเป็นคนร่วมสมัยเดียวกับเม้งจื้อ  แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งคู่ไม่รู้จักกัน  ซึ่งน่าจะเป็นเพราะความแตกต่างทางภูมิศาสตร์
           แต่ค่อนข้างจะแน่ชัดว่าจวงจื้อน่าจะอยู่ร่วมสมัยกับฮุ่ยจื้อ  ซึ่งเป็นนักตรรกวิทยา  ดังจะพบในคัมภีร์จวงจื้อว่าทั้งสองได้ปะทะความคิดกันอยู่เสมอ  ฮุ่ยจื้อเป็นนักการเมืองและเป็นนักปรัชญาเมธีมีชื่อเสียงคนหนึ่งในสมัยนั้น  ทั้งคู่มีอัธยาศัยที่ถูกกันเพราะต่างชอบปรัชญาชีวิต  และเป็นคู่สนทนาที่มีความรู้พอไล่เลี่ยกัน  แต่การดำเนินชีวิตต่างกันมาก  ฮุ่ยจื้อนั้นทะเยอทะยานที่จะไต่เต้าในตำแหน่งสำคัญทางการเมือง  แต่จวงจื้อกลับเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้
           เสถียร  โพธินันทะ  อธิบายว่า  จวงจื้อเป็นชาวนครซ้อง  ปัจจุบันคือมณฑลฮ่อน้ำ  เขามีชีวิตร่วมสมัยกับเม่งจื้อ  ปีเกิดของเขายังไม่แน่ชัด  จวงจื้อเป็นนักปรัชญาจีนคนเดียวที่สอนหนักไปในทางสละโลกียวิสัย  เขาเคารพเลื่อมใส่ในเล่าจื้อ  และทำหน้าที่อรรถาธิบาย  ประกาศคติธรรมของเล่าจื้อ  ในส่วนบำเพ็ญพรตเพื่อสำเร็จเต๋าให้พิสดารกว้างขวางออกไป  แต่ด้านการเมืองกลับกล่าวน้อยมาก  แต่มิได้หมายความว่าความรู้ด้านนี้เขาจะน้อย  แต่ตรงกันข้าม  เขาเป็นผู้เรียนรู้เจนจบในวิชารัฐประศาสนศาสตร์  และเศรษฐศาสตร์  วิชาพิชัยสงคราม  และวิชาอื่นๆ เท่าที่มีในสมัยนั้น  ชื่อเสียงเกียรติคุณเป็นที่รู้จักแพร่หลาย  มิตรสหายของเขาเป็นบุคคลในทุกชั้นทุกวัย  ตั้งแต่เจ้าบ้านผ่านเมือง  นายกรัฐมนตรี  ขุนนาง  ลงมาจนถึงเด็กเลี้ยงควาย  แต่เขากลับใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติป่าเขาลำเนาพฤษ์  มีเพียงครั้งเดียวที่เขารับราชการคือ  สมัครเป็นเจ้าพนักงานเฝ้าสวนต้นรัก
บันทึกของสุมาเฉียนยังบอกอีกว่า  จวงจื้อเป็นคนดูแลสวนต้นรัก  ประวัติที่เกี่ยวข้องกับการเมืองสำคัญคือ  เว่ยอ๋องแห่งรัฐฉู่เคยส่งราชทูตพร้อมของกำนัลไปให้จวงจื้อ  เพื่อทาบทามจวงจื้อให้ไปดำรงตำแหน่งเสนาบดี  แต่จวงจื้อก็ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า  เต่าที่อยู่ในโคลนตมย่อมมีความสุขกว่าเต่าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในพระราชวัง  ซึ่งแม้จะถูกเก็บไว้ในภาชนะและห่อด้วยผ้าอย่างดี  แต่ก็เป็นเต่าตายที่เหลือแต่ซาก  และกระดอง  ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเป็นเต่าที่อยู่ในโคลนตม  จึงไม่ขอรับตำแหน่งพระราชทานใดๆ ทั้งสิ้น

          เลี่ยจื่อ

         ส่วนเลี่ยจื่อ  นักปราชญ์เต๋าผู้รจนาคัมภีร์เลี่ยจื่อ  ชื่อเลี่ยจื่อนั้นเป็นคำเรียกเชิงยกย่องสำหรับบุคคลที่ชื่อว่า  เลี่ยอี้ว์โค่ว  ซึ่งนับถือกันว่าเป็นปรัชญ์ใหญ่คนหนึ่งของสามความคิดแบบปรัชญาเต๋าที่มีชีวิตอยู่ในสมัยจั้นกั๋ว  ราวศตวรรษที่ 4  ก่อนคริสตกาล  บุคคลผู้นี้ไม่มีประวัติชัดเจน  ผู้รู้บางคนถึงกับไม่เชื่อว่าปราชญ์ผู้นี้จะมีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์จริง  แม้จะมีการเอ่ยชื่อไว้หลายครั้งในเอกสารโบราณ
           ต้นฉบับภาษาจีนของคัมภีร์เลี่ยจื่อที่ตกทอดมาแพร่หลายอยู่ในปัจจุบันนี้  เป็นฉบับที่จังจั้นปราชญ์สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออกรวบรวม  และทำเชิงอรรถเอาไว้
 

คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง

คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง

             ถึงแม้ว่าคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง จะเป็นคัมภีร์โบราณเล่มเล็กที่มีความยาวเพียง  81  บท หรือประมาณ  5,000  ตัวอักษร  แต่ถือกันว่าเป็นคัมภีร์ที่มีตัวบทเป็นปริศนามากที่สุดในวรรณกรรมของจีน

           ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  เป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องอายุของคัมภีร์  และผู้รจนาคัมภีร์ที่ชื่อ  เล่าจื้อ  ตามแนวความเชื่อดั่งเดิมนั้น  เชื่อกันว่า  คัมภีร์เล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในราวศตวรรษที่  6  ก่อนคริสต์ศักราช  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง  ย่อมน่าเชื่อได้ว่า  คัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง  น่าจะเป็นงานเขียนทางปรัชญาชิ้นแรกในประวัติศาสตร์จีนด้วย  ซึ่งแน่นอนว่าข้อสันนิษฐานนี้จะสัมพันธ์กับการสืบค้นประวัติของเล่าจื้อ
           แม้จะมีการสันนิษฐานกันว่า  คัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง  น่าจะถูกเขียนประมาณศตวรรษที่  4  หรือ 3  ก่อนคริสต์ศักราช  แต่นักวิชาการในปัจจุบันส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะอยู่ในช่วงเวลา  250  ปี  ก่อนคริสต์ศักราช  และผู้แต่งคัมภีร์ก็น่าจะมีมากกว่าหนึ่งคน  Fung  Yu-Lan  กล่าวว่า  เล่าจื้อและขงจื้ออาจจะเป็นจริง  แต่คัมภีร์อาจจะถูกเขียนขึ้นในเวลาต่อมา
           สำหรับเนื้อหาของคัมภีร์นั้น  อาจกล่าวได้ว่า  มีลักษณะเป็นคัมภีร์ที่ไร้กาลเวลา  ทั้งนี้เพราะไม่มีการอ้างอิงชื่อบุคคล  สถานที่  หรือระยะเวลาในประวัติศาสตร์  ราวกับว่าคัมภีร์นี้กำลังกล่าวถึงสิ่งที่อยู่เหนือ  กาละ  และ เทศะ  ทั้งปวง  มีเพียงการใช้คำแทนตัวว่า  ข้าพเจ้า  ที่มีเพียงไม่กี่บทเท่านั้น  ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์ก็มีลักษณะคลุมเครือ  กล่าวถึงภาวะสัจธรรมอันสูงสุดที่อยู่นอกเหนือประสบการณ์มนุษย์  แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า  คัมภีร์นี้จะเป็นคัมภีร์แห่งธรรมที่พ้นโลกออกไป  แต่กลับสามารถตีความ  และเข้าใจในความหมายอื่นได้  ตัวอย่างเช่น  D.C.Lau  ที่แสดงความเห็นว่าคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง  เป็นคัมภีร์แห่งการปกครองอย่างแท้จริง  และWing  Tsit  Chan  ที่เห็นว่าคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง  ไม่ได้เป็นคัมภีร์สำหรับนักพรตที่หลีกลี้สังคม  แต่เป็นคัมภีร์สำหรับราชาปราชญ์ที่ไม่ได้ละทิ้งโลก  แต่ปกครองโดยไม่เข้าไปก้าวก่ายยุ่งเกี่ยว  ส่วน  Roger  T.Ames  กล่าวว่า  คัมภีร์
คัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง  น่าจะเป็นคัมภีร์ที่พูดกับผู้ปกครองเป็นหลักแต่มุ่งหวังให้ทุกคนดำเนินตามรอยวิถีแห่งเต๋า  โดยไม่จำเป็นต้องหลีกลี้สังคม  จุดมุ่งหมายของคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง  น่าจะเป็นไปเพื่อให้ทุกๆ  คนสามารถตระหนักรู้ในตัวตน  และวิถีแห่งธรรมชาติ  เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตในสิ่งแวดล้อม  และสถานการณ์ต่างๆ  ได้อย่างเหมาะสมกับตน
           ส่วนการใช้ภาษาที่คลุมเครือ  และไม่ระบุรายละเอียดในคัมภีร์นั้น  ได้รับการตั้งข้อสังเกตจาก  สุวรรณา  สถาอานันท์  ว่าอาจเป็นเพราะเล่าจื้อนั้นอาจมีความจำเป็นที่ต้องอำพรางตน  เพื่อความปลอดภัย  ด้วยการไม่กล่าวถึงตัวบุคคล  เวลา  สถานที่  อย่างเฉพาะเจาะจง  และเขียนแสดงข้อความจริงราวกับว่าอยู่ห่างไกลจากชีวิตสังคมและประสบการณ์ของมนุษย์

อุดมการณ์ของเหลาจื้อ

อุดมการณ์ของเหลาจื้อ[1]

          อุดมการณ์  หมายถึง จิตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐานหรือเป้าหมายอันสูงส่งและสูงสุดแห่งชีวิตในทางที่ดีงาม
           เหลาจื้อ  เห็นว่า  ถ้ามนุษย์หันกลับไปหาธรรมชาติที่แท้จริงครั้งแรก  และมุ่งต่อเมตตาธรรม  ปัญญาระเบียบแบบแผน  เจตคติยุติธรรมแล้วเขาอาจมีความสงบสุขสบายได้  นักปราชญ์หรือนักปราชญ์ในอุดมคติของเหลาจื้อนั้น  คือ  ผู้ที่เลือกสถานที่อันควร(ปฏิรูปเทศ) ในดวงใจท่านถือความสงบสงัด  ในความเป็นมิตรท่านถือคุณความดี  ในวาจาท่านถือความจริงใจ  ในการปกครองท่านถือความสงบเรียบร้อย  ในกิจการท่าถือความสามารถ  ในการกระทำท่านเลือกเวลาที่เหมาะสม  เหตุว่าท่านมิได้แก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด  คำติเตียนว่าร้ายจึงมิได้แผ้วพานท่าน
           ความเหมือนในความแตกต่างอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน  คือ  การที่นักปราชญ์ทุกท่านจะได้รับการยอมรับนั้น  ต้องเป็นผู้ยอมรับคุณธรรมของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติด้วยคุณธรรมความรู้ที่แท้จริงเสียก่อน  ซึ่งจะเหมือนกันคือปรัชญาจีนนั้น  ขงจื้อยอมรับในคุณธรรม  ภูมิธรรม  จริยธรรมอันสูงส่งของเหลาจื้อก่อนหน้าว่าเป็นผู้ที่มีภูมิธรรมที่สูงส่ง  เหลาจื้อปฏิบัติเป็นแบบอย่างมาเป็นเวลาอันนาน  ผู้ที่รองรับในคุณธรรมของเขา  คือ  ขงจื้อและขงจื้อก็ได้ศึกษาปฏิบัติ  สั่งสอนคุณธรรมจนเป็นที่ยอมรับในคุณธรรมว่า  เป็นผู้วางรากฐานการดำเนินชีวิตให้กับชาวจีน  ซึ่งเป็นการสนับสนุนกับหลักคุณธรรมที่เหลาจื้อปฏิบัติเป็นแบบอย่างแล้วนั่นเอง


[1] เปรียบเทียบจริยศาสตร์(ทฤษฎีว่าด้วยความดี),หน้า 125-153-154.